ไอเรื้อรัง ปัญหาสุขภาพที่หลายคนมองข้าม

ไอเรื้อรัง ปัญหาสุขภาพที่หลายคนมองข้าม

ไอเรื้อรัง ปัญหาสุขภาพที่หลายคนมองข้าม

  • Grace
  • มิถุนายน 14, 2021
  • 0 comments

ไอเรื้อรัง ปัญหาสุขภาพที่หลายคนมองข้าม อาการไอ ปกติแล้วมักจะมาพร้อมกับอาการหวัด หรือการเป็นไข้ต่าง ๆ ซึ่งเมื่อเป็นแล้วจะสร้างความทรมาน อีกทั้งสร้างความรำคาญให้เราได้เสมอ แต่นอกจากอาการไอที่มาจากเชื้อไข้หวัดแล้ว มันยังมีอีกหลายคนมาก ๆ ที่เป็นโรคไอเรื้อรัง โดยบางคนอาจจะมีอาการมากกว่า 100 วันด้วยซ้ำ หากเพื่อน ๆ สงสัยว่าอาการเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะมีแนวทางป้องกันอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบของโรคนี้มาเล่าให้ฟังค่ะ

รู้จักโรค 100 วันไอ

อันดับแรกเรามาทำความรู้จักกับโรคไอเรื้อรัง หรือที่หลายคนเรียกว่า 100 วันไอกันก่อนเลยค่ะ ว่ากันว่าความจริงแล้วคำว่า ไอ 100 วันเป็นคำกล่าวสมัยโบราณ ที่เมื่อใครเกิดอาการไอเรื้อรังนาน ๆ ไอไม่เลิก ไอไม่หายสักที จนผ่านไปเป็นเดือน ๆ แล้วก็ยังมีอาการไออยู่ โดยไม่มีไข้ ไม่ได้ป่วย ร่างกายก็สบายดี เสียแต่ว่าไอไม่หยุดเท่านั้น นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า ไอ 100 วัน ซึ่งยังคงได้รับอิทธิพลมาอย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปีก็ตามนั่นเอง

ส่วนอาการไอแบบยาวนาน ซึ่งกินระยะเวลาเป็นเดือนหรือ 2 เดือนนั้น ทางการแพทย์สมัยใหม่ เขาจะเรียกกันว่าอาการหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งอาการในส่วนนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุมาก ๆ โดยเราได้รวบรวมเอาสาเหตุของอาการไอเรื้อรัง มาให้เพื่อน ๆ ทุกคนได้ศึกษา ดังรายละเอียดที่ปรากฏต่อไปนี้

เนื้อหา-1

สาเหตุของอาการไอเรื้อรัง

อันดับแรกเพื่อน ๆ ต้องรู้ก่อน ว่าการไอเรื้อรังนั้นเกิดจากอะไร ซึ่งอาการไอเป็นกลไกหนึ่งของร่างกาย ที่ใช้รับมือกับเชื้อแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ด้วยการพยายามไอเอาเชื้อโรค เชื้อไวรัส ฝุ่นละออง ควัน หรือสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ออกมา เพื่อรักษาร่างกายให้หายใจได้สะดวกขึ้น แต่ทั้งนี้หากมีอาการไอเรื้อรังเป็นเวลานาน ทางการแพทย์จะจำแนกสาเหตุของอาการไอเรื้อรังออกเป็น 2 สาเหตุด้วยกันค่ะ

  • ไอจากการติดเชื้อ

แบบแรกคือการไอที่เกิดจากการติดเชื้อ โดยอาการไอที่บ่งบอกว่ามีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ นอกเหนือจากอาการไอเรื้อรังแล้ว อาจจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีไข้ ไอแบบมีเสมหะ เบื่ออาหาร ผอมลง น้ำหนักลด เป็นต้นค่ะ

  • ไอจากอาการแพ้

แบบต่อมาเป็นการไอจากอาการแพ้ เมื่อร่างกายเจอสิ่งเร้าอย่างฝุ่น ควัน หรือแม้แต่อากาศที่ชื้นและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ในบางคนอาจเกิดอาการภูมิแพ้และแสดงอาการไอถี่ ๆ ร่วมกับคัดจมูก มีน้ำมูก มีเสมหะขึ้นมาได้ แต่ข้อสังเกตอาการไอจากภูมิแพ้จะไอแบบไม่มีไข้ร่วมด้วยนั่นเองค่ะ

เนื้อหา-2

แล้วอาการไอเรื้อรัง เกิดจากอะไร?

สำหรับอาการไอเรื้อรังที่พบมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนช่วงอายุไหนก็ตาม ทางการแพทย์ได้สันนิษฐานเบื้องต้นไว้ว่า อาการไอร้อยวันเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ชนิด Hemophilus pertussis หรือชื่อไทยคือ เชื้อไอกรน ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน โดยอาจมีต้นสายปลายเหตุมาจากการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ก่อให้เกิดโรคหวัด เจ็บคอ ไอ หรือเสียงแหบมาก่อน กระทั่งเชื้อลามมาก่อให้เกิดอาการอักเสบในหลอดลมนั่นเองค่ะ

ระยะที่บ่งบอกว่าเป็นโรคไอเรื้อรัง

  • ระยะเริ่มต้น

ส่วนนี้จะเป็นอาการที่ผู้ป่วยเป็นแบบเริ่มต้น คือจะมีอาการน้ำมูกไหล แน่นจมูก ร่วมกับอาการไอเล็กน้อยคล้ายเป็นหวัด ระยะนี้อาการจะเป็นอยู่นานประมาณ 1-2 สัปดาห์ และถือเป็นระยะที่หลายคนไม่ระวังตัว เพราะคิดว่าอาการเหล่านี้ จะสามารถดีขึ้นได้เอง หากเชื้อหวัดที่เราเป็นนั้นหายไปจนหมด

  • ระยะรุนแรง

ต่อมาเป็นอาการของระยะรุนแรงค่ะ ในระยะนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการไอรุนแรงติดกันเป็นชุดยาว ๆ โดยแทบจะไม่มีจังหวะพัก ซึ่งอาการไอจะถี่ตั้งแต่ 5 ครั้งขึ้นไป กระทั่งไอจนจบชุดผู้ป่วยจะพยายามหายใจเข้าอย่างแรง หรือในบางรายอาการไอเป็นมากถึงขั้นไอจนอาเจียนออกมา หรือในรายที่เป็นรุนแรง อาการไอแบบติด ๆ กัน อาจส่งผลให้เส้นเลือดฝอยในตาขาวแตก กลายเป็นจุดแดง ๆ กระจายอยู่ในตาขาว ใบหน้า และลำตัวท่อนบน โดยอาการไอระยะนี้จะเป็นนานประมาณ 10 วันถึง 2 สัปดาห์ หรือบางรายเป็นนาน 2-6 สัปดาห์ก็มีเช่นกันค่ะ

  • ระยะฟื้นตัว

สุดท้ายเป็นระยะฟื้นตัวค่ะ สำหรับผู้ป่วยที่เข้าสู่ช่วงระยะนี้ อาการไอจะค่อย ๆ ทุเลาและหายไปในเวลา 6-10 สัปดาห์ หรือยังคงมีอาการไอเบา ๆ ไอแห้ง ๆ อยู่เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ แต่หากมีอาการแทรกซ้อนในระบบทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบ อาการไอจะเป็นต่อไปอีก 1-2 เดือน หรือบางรายอาจจะนานกว่านั้น ก็ไม่มีใครสามารถกำหนดได้

เนื้อหา-3

แนวทางการป้องกันโรคไอเรื้อรัง

แน่นอนว่าเมื่อมันเกิดขึ้นได้ มันก็ต้องมีทางป้องกันหรือรักษา ซึ่งโรคไอเรื้อรังสามารถป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรนค่ะ โดยวัคซีนนี้จะให้ประสิทธิภาพได้ดีหากฉีดในเด็กตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป และต้องฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 4-6 ขวบ ทั้งนี้วัคซีนป้องกันโรคไอกรนจัดเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทารกทุกคนควรได้รับ ซึ่งโดยส่วนมากวัคซีนไอกรนจะมาในรูปของวัคซีนรวม คือ วัคซีนโรคคอตีบ โรคบาดทะยัก และโรคไอกรน

ส่วนในเด็กที่โตขึ้นมากว่านั้น ในช่วงวัย 10 – 12 ขวบ ตลอดจนผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยรับวัคซีนไอกรน สามารถรับวัคซีนชนิดนี้ได้เช่นกันค่ะ โดยจะได้รับการฉีดวัคซีนไอกรน 1 ครั้ง หลังจากนั้นก็ควรกลับไปฉีดวัคซีนคอตีบและบาดทะยักกระตุ้นซ้ำทุก ๆ 10 ปี ซึ่งการฉีดวัคซีนจะเป็นการป้องกันอาการไอเรื้อรังวันหรืออาการไอกรนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

และทั้งหมดนี้คือ ไอเรื้อรัง ปัญหาสุขภาพที่หลายคนมองข้าม ฉะนั้น หากท่านไม่อยากให้เกิดอาการเหล่านี้มารบกวน ท่านต้องพยายามเข้ารับวัคซีนให้ครบตามที่แพทย์แนะนำ หรือหากพบว่าอาการไอของตัวเอง เป็นอาการไอที่ผิดปกติ ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที ถ้าไม่เช่นนั้นอาจมีโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น ปวดหัวไมเกรน และโรคอีกมากมาย!

หลายคนคงมีความเชื่อที่ว่ายิ่งดื่มน้ำมาก ๆ ทำให้ร่างกายของเรานั้นทำงานได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยทำให้การลดน้ำหนักนั้นดียิ่งขึ้น บวกกับทำให้ผิวคุณใสขึ้นด้วย โดยบทความต่อไปทางเรา จะพาคุณไปเจาะลึกลงไปว่าการดื่มน้ำนั้นต้องดื่มยัง ปริมาณเท่าไหร่ โดยวันนี้เราได้ไปหารวบข้อมูล ยิ่งดื่มน้ำเยอะ ยิ่งดีอย่างั้นหรือ มาจากแหล่งอ้างอิง ไปดูกันเลย